การบาดเจ็บไขสันหลังอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการ แขนหรือขาอ่อนแรง สูญเสียการรับความรู้สึก เคลื่อนไหวได้ลำบาก หรือควบคุมการขับถ่ายผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันและความสามารถในการดูแลตนเอง
การฟื้นฟูจึงมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเคลื่อนไหว ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้ผู้ป่วยใช้ความสามารถที่ยังหลงเหลือได้อย่างเต็มที่ โดยแผนการดูแลต้องสอดคล้องกับระดับการบาดเจ็บและสภาพร่างกายของแต่ละราย
หนึ่งในเทคโนโลยีที่มีการศึกษาสำหรับการฟื้นฟูคือ Spinal Cord Stimulation (SCS) หรือการกระตุ้นไขสันหลังด้วยไฟฟ้า ซึ่งใช้ร่วมกับการฝึกฟื้นฟู เพื่อช่วยให้วงจรประสาทตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น งานวิจัยพบประโยชน์ในผู้ป่วยบางกลุ่ม แต่ผลลัพธ์แตกต่างกันและไม่สามารถรับประกันการกลับมาเดินได้ในผู้ป่วยทุกราย

Spinal Cord Stimulation หรือ SCS เป็นการใช้สัญญาณไฟฟ้าที่ควบคุมได้เพื่อปรับการทำงานของวงจรประสาทบริเวณไขสันหลัง เรียกว่า Neuromodulation
ในบริบทของการฟื้นฟูผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง การกระตุ้นมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความพร้อมของวงจรประสาทให้ตอบสนองต่อสัญญาณจากสมองและข้อมูลความรู้สึกระหว่างการฝึกได้ดีขึ้น โดยไม่ได้ซ่อมแซมเนื้อเยื่อไขสันหลังที่เสียหายโดยตรง การฝึกเคลื่อนไหวร่วมกับการกระตุ้นจึงเป็นส่วนสำคัญของแนวทางนี้
รูปแบบที่มีการศึกษาสำหรับผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลัง ได้แก่
1. การกระตุ้นแบบฝังขั้วไฟฟ้า หรือ Epidural Spinal Cord Stimulation (eSCS)
แพทย์ผ่าตัดวางขั้วไฟฟ้าในช่องเหนือเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นนอก และเชื่อมต่อกับเครื่องกำเนิดสัญญาณที่ฝังไว้ใต้ผิวหนัง ทีมรักษาสามารถปรับตำแหน่งและค่าการกระตุ้นให้สัมพันธ์กับกิจกรรมที่ฝึก โดยมีงานวิจัยด้านการควบคุมลำตัว ขา การยืน และการก้าวเดินในผู้ป่วยบางราย
2. การกระตุ้นผ่านผิวหนัง หรือ Transcutaneous Spinal Cord Stimulation (tSCS)
ใช้ขั้วไฟฟ้าที่ติดบนผิวหนังเพื่อส่งสัญญาณกระตุ้นบริเวณไขสันหลัง โดยไม่ต้องผ่าตัดฝังอุปกรณ์ มีการศึกษาการใช้ร่วมกับการฝึก โดยเฉพาะการฟื้นฟูแขนและมือในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังระดับคอ
การเลือกใช้แต่ละรูปแบบต้องพิจารณาจากลักษณะการบาดเจ็บ เป้าหมายการฟื้นฟู ความเสี่ยง และความเหมาะสมของอุปกรณ์และโปรแกรมที่ใช้

ประโยชน์ที่มีรายงานในการศึกษา ได้แก่ การควบคุมการเคลื่อนไหวของขา การยืนหรือก้าวเดินโดยมีอุปกรณ์ช่วย และการใช้แขนหรือมือที่ดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการกระตุ้น ตำแหน่งการบาดเจ็บ และโปรแกรมฟื้นฟู
ตัวอย่างเช่น งานวิจัยในปี 2022 ศึกษาการกระตุ้นแบบ epidural ร่วมกับการฟื้นฟูในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังเรื้อรัง 9 ราย และรายงานความก้าวหน้าด้านการเดิน ส่วนการศึกษา Up-LIFT ในปี 2024 รายงานประโยชน์ด้านกำลังและการใช้แขนและมือจากการกระตุ้นผ่านผิวหนังร่วมกับการฝึกในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังระดับคอ
ผลการศึกษาเหล่านี้เป็นข้อมูลของผู้ป่วยที่ผ่านเกณฑ์คัดเลือกและได้รับโปรแกรมเฉพาะ จึงไม่สามารถใช้ทำนายผลลัพธ์ของผู้ป่วยทุกรายได้โดยตรง
แพทย์ต้องประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น
แม้ผู้ป่วยจะมีระดับการบาดเจ็บคล้ายกัน แต่ความเหมาะสมและประโยชน์ที่คาดหวังอาจแตกต่างกัน การตัดสินใจจึงไม่ควรอาศัยอาการหรือระยะเวลาหลังบาดเจ็บเพียงอย่างเดี
ก่อนเริ่มการรักษา ทีมแพทย์จะประเมินการทำงานของระบบประสาท ความสามารถในการเคลื่อนไหว สุขภาพโดยรวม และข้อจำกัดในการฝึก พร้อมกำหนดเป้าหมายร่วมกับผู้ป่วยและครอบครัว การตรวจเพิ่มเติม เช่น MRI หรือการตรวจไฟฟ้าวินิจฉัย จะพิจารณาตามความจำเป็น
หากเลือกการกระตุ้นแบบ eSCS ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดวางขั้วไฟฟ้าและฝังเครื่องกำเนิดสัญญาณ ส่วนการกระตุ้นแบบ tSCS จะใช้ขั้วไฟฟ้าบนผิวหนังโดยไม่ต้องฝังอุปกรณ์
จากนั้นทีมรักษาจะปรับค่าการกระตุ้นให้สัมพันธ์กับกิจกรรมที่ต้องการฝึก เช่น การใช้มือ การควบคุมลำตัว การยืน หรือการก้าวเดิน และติดตามผลเพื่อปรับโปรแกรมให้เหมาะสมกับการตอบสนองของผู้ป่วย แนวทางการกระตุ้นและการฝึกอาจแตกต่างกันตามอุปกรณ์และโปรแกรมที่ใช้

การฝึกฟื้นฟูเป็นส่วนสำคัญของการใช้ SCS เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนไหว เพราะการกระตุ้นช่วยเพิ่มความพร้อมของวงจรประสาท ขณะที่การฝึกช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้การเคลื่อนไหวซ้ำอย่างมีเป้าหมาย
กิจกรรมที่ฝึกจึงต้องสัมพันธ์กับความสามารถและเป้าหมายของแต่ละราย พร้อมประเมินความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยด้านการเดินและการใช้แขนมือที่กล่าวข้างต้นใช้การกระตุ้นควบคู่กับโปรแกรมฟื้นฟู
ระยะเวลาและความถี่ในการฝึกต้องกำหนดเป็นรายบุคคล ผู้ป่วยและครอบครัวจึงควรทำความเข้าใจภาระการฝึกและการติดตามผลก่อนเริ่มโปรแกรม
การกระตุ้นแบบฝังอุปกรณ์มีความเสี่ยงจากการผ่าตัดและตัวอุปกรณ์ เช่น การติดเชื้อ เลือดออก ขั้วไฟฟ้าเคลื่อน อุปกรณ์ขัดข้อง หรือการรั่วของน้ำไขสันหลัง บางกรณีอาจต้องผ่าตัดแก้ไขเพิ่มเติม
การตรวจ MRI ภายหลังต้องตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์และปฏิบัติตามเงื่อนไขของรุ่นที่ฝังไว้ ผู้ป่วยควรแจ้งข้อมูลเครื่องกระตุ้นแก่ทีมรักษาก่อนเข้ารับการตรวจเสมอ
สำหรับการกระตุ้นผ่านผิวหนัง แม้ไม่ต้องผ่าตัด ก็ยังต้องได้รับการประเมินและติดตามความปลอดภัยตามอุปกรณ์และโปรแกรมที่ใช้
การใส่เครื่องกระตุ้นไม่สามารถรับประกันว่าผู้ป่วยจะกลับมาเดินได้ แม้มีรายงานผู้ป่วยบางรายที่ยืนหรือก้าวเดินได้ดีขึ้นหลังได้รับการกระตุ้นร่วมกับการฝึก แต่ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับลักษณะการบาดเจ็บ ความสามารถเดิม และการตอบสนองต่อโปรแกรมฟื้นฟู เป้าหมายจึงควรกำหนดให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย เช่น เพิ่มความสามารถในการใช้มือ ควบคุมการเคลื่อนไหว หรือทำกิจกรรมที่สำคัญต่อชีวิตประจำวัน พร้อมติดตามว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นช่วยให้ผู้ป่วยพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นเพียงใด

มีงานวิจัยที่ศึกษาในผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังเรื้อรัง รวมถึงผู้ที่บาดเจ็บมานานหลายปี จึงไม่ได้จำกัดการศึกษาเฉพาะผู้ป่วยระยะแรก แต่ระยะเวลาหลังการบาดเจ็บเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเหมาะกับ SCS หรือจะได้รับประโยชน์มากน้อยเพียงใด ผู้ป่วยยังต้องได้รับการประเมินระบบประสาท สุขภาพโดยรวม และความพร้อมในการฟื้นฟูอย่างละเอียด
SCS ไม่ได้เหมาะกับผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังทุกคน และการกระตุ้นเพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวยังต้องพิจารณาตามหลักฐานของอุปกรณ์ ข้อบ่งใช้ และโปรแกรมเฉพาะ
ผู้ป่วยควรสอบถามทีมรักษาว่าแนวทางที่เสนอมีเป้าหมายด้านใด มีหลักฐานในผู้ป่วยลักษณะใกล้เคียงกันหรือไม่ ต้องฝึกและติดตามอย่างไร รวมถึงมีข้อจำกัดและค่าใช้จ่ายใดบ้าง เพื่อประกอบการตัดสินใจร่วมกัน
การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บไขสันหลังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์และทีมฟื้นฟู เพื่อกำหนดเป้าหมายที่สอดคล้องกับสภาพร่างกาย ความสามารถ และความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย
ผู้ป่วยและครอบครัวที่สนใจ Spinal Cord Stimulation (SCS) สามารถติดต่อ โรงพยาบาลมาย สปายน์ เขาใหญ่เพื่อสอบถามการประเมินโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและแนวทางดูแลที่เหมาะสม รวมถึงข้อมูลบริการที่มีให้ในปัจจุบัน
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านสุขภาพ ไม่สามารถใช้แทนการตรวจวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์จะเป็นผู้ประเมินข้อบ่งชี้ ความเสี่ยง และความเหมาะสมก่อนเข้ารับการรักษา